องค์บาก ต้นทุน ในการสร้างหนังเรื่องนี้ที่ประกาศไว้ว่า 300 ล้านบาท

Sahamongkolfilm | องค์บาก (Ong Bak)

องค์บาก 1
นานๆ ทีจะได้มีโอกาสรีวิวหนังในอดีต ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็เหมือนการมองย้อนหลังดูประวัติศาสตร์เล็ก ๆ ต้นทุน นั่นแหละ คือ มันไม่ใช่แค่การทบทวนความรู้สึกที่เรามีต่อสิ่งนั้น แต่เป็นการรีเช็คอีกครั้งด้วยว่า เราได้เรียนรู้อะไรจากมัน เพราะบางอย่างที่มันเกิดขึ้น ณ ตอนนั้น เราจะยังไม่รู้หรอก ว่ามันจะส่งผลอะไรในอนาคต แต่ตอนนี้เราอยู่ในอนาคตนั้นกันแล้ว เราบอกได้แล้วละว่า การเกิดขึ้นของสิ่งนั้นมีผลอะไรต่อสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวมันบ้าง

ถ้าให้ทบทวนเรื่องความรู้สึก ผมจำได้ค่อนข้างแน่ชัดว่าโปรเจคองค์บากเป็นที่รํ่าลือกันมาอย่างเงียบ ๆ เราได้ยินสตันท์คนหนึ่งที่ชื่อ จา และได้ข่าวว่าเขาเก่งมาก นั่นคือข้อมูลที่เราพอจะมี เอาเข้าจริงตอนนั้นผมไม่ได้สนใจหนังแอ็กชันเท่าไรหรอก แต่ก็พอจะจับใจความได้ว่า

ยุคนั้นเป็นยุคที่เฉินหลงก็ยังคงบูมตามปกติ มีบ้างที่ฌอง คลอดด์ แวนแดมม์ มาปะปนกระแส เจ็ท ลี ก็ด้วยเช่นกัน ใหม่ ๆ ดัง ๆ

หน่อยก็เป็นกังฟูแบบเรื่อง The Matrix แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้สร้างความประหลาดใจใหม่ ๆ ให้กับชาวโลกได้เท่าไรนัก เฉินหลงก็จะมาพร้อมกับความตลกบ้าน ๆ พร้อมกับฉากแอ็กชันเสี่ยงตายไปกับของในชีวิตประจำวัน

หรืออย่าง เจ็ท ลี ก็จะมาพร้อมกับกังฟูแบบสงบนิ่งแนวปรัชญา พูดน้อยตัวเล็กแต่ต่อยหนัก ส่วนด้านพี่ไทยเรานั้นรู้สึกว่าจะไม่มีอะไรเลย ผมก็เลยรู้สึกว่าวงการหนังแอ็กชันก็ค่อนข้างจะน่าเบื่ออยู่ไม่น้อย

เพราะหนังฮอลลีวูดก็พยายามหาสูตรใหม่ๆ หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นหนังแอ็กชันแนววินาศสันตะโร รถเก๋งชนรถสิบล้อ หรือจะเป็นแนวแอ็กชันตลกโปกฮาตำรวจคู่หู นั้นก็ดูจนไม่ฮาแล้ว แต่ในเวลานั้นก็คงไม่มีใครรู้ว่าจะหาอะไรใหม่ ๆ

มาป้อนให้กับแฟนคลับชาวหนังแอ็กชัน ว่าง่าย ๆ คือ ไม่รู้จะหาอะไรใหม่มากวาดเงินคนดูอีกแล้ว

เวลาผ่านไป ข่าวการถ่ายทำหนังเรื่ององค์บากก็มีให้ได้ยินได้อ่านกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็ไม่ได้สร้างความอยากดูเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
จนกระทั่งวันแรกของการปล่อยตัวอย่างหนัง
ภาพของไอ้หนุ่มอีสานที่วิ่งไต่ไหล่บรรดาแก๊งอันธพาลอย่างคล่องแคล่ว กระโดดข้ามหัวพ่อค้าแม่ขายในตรอกซอกซอย ไต่กำแพงสูงได้ราวกับเป็นสัตว์ป่า แถมยังสามารถโดดถีบยอดอกฝรั่งตัวใหญ่ด้วยลีลาแอ็กชันที่ ‘ไม่ปกติ’

ความไม่ปกติที่ว่านั้นคือการผสมลีลาหลายรูปแบบ นั่นคือ ศิลปะแนวสตันท์ผาดโผน เข้ากับความรวดเร็วว่องไวสไตล์ Free Running บวกด้วยความรุนแรงดุดันตามสไตล์มวยไทย แถมปล่อยคำโฆษณา(ที่กลายเป็นของคลาสสิกไปแล้ว ณ วันนี้) ที่ว่า ‘เล่นจริง เจ็บจริง ไม่สลิง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน ‘ ซึ่งส่วนผสมนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนบนโลกของภาพยนตร์ใบนี้ เรามีความรุนแรงแบบ บรู๊ซ ลี ซึ่งนั่นก็ผ่านมานานหลายสิบปีแล้ว เรามีความผาดโผนแบบเฉินหลง ซึ่งนั่นก็ผ่านมานานหลายปีแล้วเช่นกัน ศิลปะหักกระดูกของ สตีเวน ซีกัล ก็มีอายุความอยู่ได้ไม่นาน ฌอง คลอดด์ แวนแดมม์ ก็เดินตามทุกคนที่ว่ามาแต่ก็ไม่ได้มีสไตล์ของตัวเอง ดังนั้นเมื่อมีสิ่งใหม่เกิดขึ้น ชาวโลกก็พร้อมจะต้อนรับสิ่งนั้น แม้ว่ามันจะมาจากประเทศเล็ก ๆ อย่างไทยก็ตาม

โชคดีที่การดีไซน์เรื่องบทขององค์บากนั้นก็คิดค้นมาเพื่อรองรับคนไทยโดยเฉพาะ เราไม่ค่อยได้เห็นการต่อสู้ที่ชกต่อยกันตามตรอกซอกซอยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว วิ่งข้ามรั้วบ้านที่เหมือนรั้วที่อยู่ข้างบ้าน เราพยายามจะเป็นหนังฮ่องกงหรือหนังฮอลลีวูด ชอบเล่าเรื่องไกลตัว จับให้ตำรวจบ้านเราแต่งชุดสูท พร้อมกับอาวุธสงครามครบมือเพื่อจะเผชิญการแก้ไขปริศนาองค์การค้าเฮโรอีนยักษ์ใหญ่ที่ซับซ้อน (ในขณะที่การรับรู้ของผู้คนที่มีต่อตำรวจไทย คือ ตำรวจนอกเครื่องแบบบ้านๆ ไปไล่จับเด็กวัยรุ่นค้ายาบ้า หรือ ชิงตัวประกันจากคนเมายาบ้า) แต่องค์บากเล่าเรื่องง่าย ๆ ของไอ้ขามที่มาตามหาเศียรพระที่หายไป แต่ต้องเผชิญกับแก๊งขายของเถื่อนยักษ์ใหญ่ แม้ว่าหัวหน้าองค์กรที่พูดเป็นเสียงคอมพิวเตอร์โมโนโทนนั้นจะดูไม่มีอยู่จริงไปเล็กน้อย แต่การผจญภัยของไอ้ขามในกรุงเทพฯ นั้นก็เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย เข้าใจได้ เพราะก็มีแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อันเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศ) เดินทางมาทำงานในกรุงเทพฯ ไม่ต่างจากไอ้ขามเช่นกัน มันเหมือนกับดูหนังว่าด้วยคนไทยไปต่างประเทศแล้วเจอคนไทยด้วยกันนั่นแหละ

หลังจากการออกฉาย ตัวหนังก็ประสบความสำเร็จมาก ขนาดผมไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวเกี่ยวกับหนังแอ็กชัน ผมก็ยังรู้สึกถูกโอบล้อมไปด้วย จา พนม และเกิดความอยากดูเองในที่สุด จึงต้องไปพิสูจน์กันหน่อยที่โรง

หลังจากดูมันในฐานะคนดูทั่วไป ผมก็พบว่าความสำเร็จขององค์บากนั้นมาจากตัวคุณภาพของฉากแอ็กชันล้วน ๆ มันน่าตื่นตาตื่นใจจนหยุดไม่อยู่จริง ๆ

 ก็พี่จา เล่นไถลตัวลอดใต้ท้องรถที่กำลังถอย ไหนจะขี่สามล้อซัดกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ทุกฉากทุกซีนนั้นดุดันและมันสะใจมากจริง ๆ สมทบด้วยนักแสดงอย่าง หมํ่า จ๊กมก ที่เล่นได้ไม่เยอะเกินจนกลายเป็นพี่หมํ่า ชิงร้อยชิงล้าน จังหวะมาได้ถูกต้องกับหนังแนวแอ็กชันแถมคอมิดีแบบนี้

ไม่น่าแปลกใจที่หนังเรื่องนี้จะกลายเป็น Pure Entertainment สำหรับคนไทย เพราะมันคือการผนึกรวมกันระหว่างความตื่นตาตื่นใจทางภาพ (จา พนม) และ อารมณ์ขันแบบบ้าน ๆ สนุก ๆ (หมํ่า) เข้าด้วยกัน

แต่ถ้าให้คิดกันตามฉบับของคนสร้างหนังนั้น หนังก็ยังมีข้อบกพร่องที่เกิดจากการลังเลระหว่างการทำให้มันเป็นหนังที่ดีตามมาตรฐาน และการทำหนังเอาใจท่านผู้ชม ซึ่งผู้กำกับเลือกทางการเอาใจผู้ชมจนเอียงข้างไปเล็กน้อย เริ่มต้นง่าย ๆ จากการที่ไม่มีคนร้ายคนไหนใช้ปืนยิง จา พนม เลย ทุกคนเอาแต่วิ่งไล่จา พนม (แถมวิ่งไล่กันไม่ทันอีก) คือ ถ้ามีคนใช้ปืน จา พนม คงตายตั้งแต่ 15 นาทีแรกไปแล้ว องค์บากอาจจะกลายเป็นหนังสั้นได้ ซึ่งตรงนี้จริง ๆ คนเขียนบทก็ต้องแก้ไขให้เมกเซนส์ให้ได้ เช่น ลูกสมุนถูกสั่งให้จับเป็นรึเปล่า เลยยิงให้ตายไม่ได้ นอกจากนี้ ฉากแอ็กชันมากมายที่ปรากฏในหนังนั้นมีการ Replay ซํ้าให้เราดูกันหลาย ๆ รอบ จากมุมกล้องต่าง ๆ ราวกับเป็นภาพกีฬามัน ๆ เวลาดูนี่ได้ยินเสียงประโยค ‘ลองจับตาดูกันอีกครั้งชัด ๆ ท่านผู้ชม’ คือโดยปกติแอ็กชันซีนในหนังทั่ว ๆ ไป เวลาพระเอกกระโดดข้ามรถไปแล้ว ก็จะผ่านไปเลย ไม่มีการ Replay ให้ดูอีกรอบ เพราะถ้า Replay ให้ดูอีกรอบเมื่อไร คนดูจะหลุดออกจากหนังและมันจะกลายเป็นวิดีโอโชว์สตันท์แมนมากกว่าภาพยนตร์ที่กำลังเล่าเรื่องอะไรบางอย่างอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะเถียงไม่ได้คือว่าผู้ชมแต่ละคนมีความแตกต่างกัน อย่างเช่น คนไทยอาจจะไม่ได้สนใจว่าการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์คืออะไรอย่างไร แต่พวกเขาแฮปปีมากที่จะได้ดูฉากไถลลอดใต้ท้องรถอีก 3 รอบแบบจะ ๆ อันนี้ก็ไม่ว่ากัน

นั่นคือเสียงตอบรับในประเทศไทย แต่หากจะพูดในแง่ต่างประเทศนั้น หนังเรื่องนี้ก็เหมือนถูกผลิตเพื่อการส่งออกโดยเฉพาะเช่นกัน บรรยากาศแบบไทย ๆ เป็นสินค้าอย่างหนึ่งในหนังเรื่องนี้ แต่ละซีนเหมือนถูกคิดมาแล้วว่าฝรั่งดูแล้วตะโกนว่า Exotic แน่นอน ทุ่งนาบ้านไร่ เมืองกรุงเทพฯ

เศียรพระ รถตุ๊กตุ๊ก อาหารเผ็ดร้อน (อาวุธหนึ่งในการสู้กับผู้ร้าย คือ เครื่องพริกแกง … แปลกมาก) แต่ที่สำคัญที่สุดคือ มวยไทย ถึงขั้นมีฉากที่ฝรั่งนักสู้ข้างถนนคนหนึ่งเจอจา พนม แล้วตะโกนใส่กล้องพร้อมกับชูนิ้วกลางพูดว่า ‘FUCK MUAY THAI’ จากนั้นก็โดนจา กระทืบตายใน 2 นาที จบเกม แต่ก่อนจาก จา ก็ได้ทำท่าเคารพคู่ต่อสู้อย่างงดงามตามสไตล์มวยไทยอันศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นหนังก็ต่อด้วยฉากต่อสู้ด้วยมวยไทยขนาดยาวที่ปล่อยให้จาเจอกับนักสู้จากประเทศต่าง ๆ จีน ไทย ญี่ปุ่น ฝรั่ง แล้วแบบว่าชนะหมดเลย รุ่งโรจน์กันสุด ๆ โชคดีที่ท่าชกท่าต่อยของจา มันก็รุ่งโรจน์แบบไม่เกินคำโฆษณาจริง ๆ

มันกันซะขนาดนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่หนังสามารถขายให้ต่างประเทศมากมาย กลายเป็นหนังฮิตในวงกว้างและคัลท์เฉพาะกลุ่มในเวลาเดียวกัน ไม่น่าแปลกที่ จา พนม ยีรัมย์ จะเปลี่ยนชื่อกลายเป็น Tony Jaa ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ในวงกว้างนั้นหนังเรื่องนี้สามารถทะยานขึ้นสู่อันดับ BOX OFFICE ของอเมริกาไปกับเขาได้ คนทั้งโลกรู้จัก ขายสิทธิ์ฉายในต่างประเทศได้มากมายกว่าหนังไทยทุกเรื่องในยุคนั้นที่เคยทำมา แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ Tony Jaa ค่อย ๆ ขยายร่างกลายเป็นไอคอนคนใหม่ของวงการบันเทิงโลก ทุกคนรู้จักจา

พนม เหมือนที่รู้จักส้มตำ ต้มยำกุ้ง มวยไทย จากประเทศไทย (คือ เวลาเจอคนต่างชาติที่ทำหนังด้วยกัน พอบอกว่ามาจากประเทศไทย เรื่องแรกที่จะโดนพูดถึงคือ ‘อองแบก อองแบก‘ จากนั้นก็จะเชื่อมสัมพันธ์กันได้ง่ายทีเดียว) วิดีโอบันทึกการฝึกฝน Free Running นั้นเป็นของที่ได้รับความนิยมมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น ทิศทางองค์รวมของหนังแอ็กชันโลกนั้นก็ค่อย ๆ เปลี่ยนตามไปด้วย หลังจากหมดยุคกังฟูแบบ

The Matrix แล้ว ฝรั่งก็เริ่มออกลีลาแบบ Free Running และ มวยไทยแบบ จา พนม มากขึ้นเรื่อย ๆ (บางทีดูแล้วก็ฮาๆเล็กน้อย ที่จู่ ๆ แก๊งมาเฟียฝรั่งก็ออกลีลามวยไทยแบบพร้อมเพรียงกันอย่างไม่น่าเชื่อ) และที่สำคัญคือ มีประชากรฝรั่งเข้ามาเรียนมวยไทยเยอะขึ้นเป็นอย่างมากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

สิ่งนี้คงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะส้มตำและต้มยำกุ้ง แต่เป็นเพราะการที่ จา พนม ทำให้ศิลปะมวยไทยกลายเป็นเรื่องง่ายที่คนทั่วไปเข้าถึงได้และดูจะทำให้ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

แต่ในขณะหนึ่งแห่งความโด่งดังขององค์บาก ทุกอย่างก็เหมือนพลันจะหยุดลง หนังฝรั่งเศสอย่าง District B13 (ในชื่อไทย คู่ขบถคนอันตราย) ที่ได้รับอิทธิพลขององค์บากไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย กลับดูสนุกกว่าองค์บากอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยความที่พล็อตเรื่องต่าง ๆ นั้นสมเหตุสมผลและสนุกตื่นเต้น ไม่เน้นฉากแอ็กชันแบบที่ต้อง Replay ให้ดูกันหลาย ๆ รอบ และมีหนังอีกหลายเรื่องที่นำมวยไทยของเราไปพัฒนาใช้ต่ออย่างกว้างขวาง ในขณะที่ความสำเร็จของหนังเรื่อง ต้มยำกุ้ง ซึ่งเป็นการกลับมาของ จา พนม และทีมงานสร้างชุดเดิม ก็ตามหลังองค์บากอยู่หลายก้าว และการกำเนิดขึ้นขององค์บาก 2 -3 ในช่วงเวลาถัดมา ก็ดูไม่สวยงามนัก

การได้มาซึ่งความสำเร็จที่ว่ายาก การรักษาความสำเร็จนั้นยากกว่า ในกรณีที่ปีหน้าหากองค์กรทางการท่องเที่ยวจะมีนโยบายในการสนับสนุนมวยไทยอย่างจริงจังและต่อเนื่องจากของเก่าที่เราเคยมีนั้น

จริง ๆ เคสขององค์บากนั้นทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างในการส่งออกวัฒนธรรมพอสมควร ความจริงความสนใจของชาวโลกที่มีต่อมวยไทยนั้นก็มีมานาน แต่มันไม่เคยไปไกลกว่าการตั้งท่าต่อยหรือใส่กางเกงที่มีเขียนคำว่า มวยไทย ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็จะออกมาเป็นรูปแบบของพิธีการต่าง ๆ

ของมวยไทย การไหว้ครู ท่าเตะต่อยที่เป็นศิลปะมากกว่าการต่อสู้จริง ๆ เล็กน้อย ทำให้ดูเป็นสิ่งที่ค่อนข้างไกลตัว และเฉพาะทาง การปรากฏตัวของ จา พนม

นั้นได้ละลายความศักดิ์สิทธิ์ของคำว่ามวยไทยลง และทำให้ลงมาติดดินมากขึ้นผ่านฉากแอ็กชันการเตะต่อยหลบหลีกตามตรอกซอยตึกแถวของชาวบ้านทั่วไป พร้อมกันนี้ยังอัดฉีดความแฟนตาซีให้กับกระบวนท่าต่างๆ ด้วยการเอามวยไทยไปบวกกับความพิสดารของฉากแอ็กชันต่าง ๆ

เช่น กระโดดเตะลอยฟ้าหรืออะไรก็ว่าไป และการที่ยิ่งสมทบด้วยคำว่าไม่ใช้นักแสดงแทน ก็ยิ่งทำให้ใครที่มาเห็นย่อมตื่นตะลึงและเข้าถึงได้โดยง่าย

ก็เหมือนกับการที่เราตื่นเต้นกับพฤติกรรมทีวีแชมเปียนของชาวญี่ปุ่นที่เวลาทำอะไรทั้งทีก็ทำสุดข้อกันไปเลย แล้วผลที่ออกมามักจะมหัศจรรย์เสมอ

ในกรณีที่เราจะทำอะไรให้เข้าถึงประชาชนสากลนั้น บางครั้งสิ่งที่เราควรนำเสนอ มันไม่จำเป็นต้องเป็นของที่สะอาด สวยงามตา ชาวโลกถึงจะชอบ

เพราะเอาเข้าจริงแล้วสิ่งที่ชาวโลกชอบอย่างเป็นทางการ มันคือสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เป็นทางการ เพราะอะไรที่เป็นทางการแล้วมันมักจะเกิดจากการถูกควบคุมขัดเกลาจนสวยงามอย่างเป็นสากลก็เพื่อให้สากลยอมรับ

แต่อะไรที่ไม่เป็นทางการนั้นมักจะเป็นธรรมชาติและเป็นตัวของตัวเองซึ่งเป็นสิ่งที่สากลยอมรับและยอมรัก เพราะมันไม่เหมือนกับสากลนี่แหละ

แต่ทั้งนี้ทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องใช้เวลาและความอุตสาหะ จา พนมคงไม่ได้เกิดมาแล้วบินได้เลย เขาก็คงต้องเก็บประสบการณ์มากมายกว่าจะทำได้ถึงขนาดนี้ บ้านเราเมืองเราเป็นประเทศที่มักจะสนับสนุนเลทไป 15 นาที

คือ สนับสนุนคนที่เขาทำอะไรแล้วสำเร็จไปแล้ว (ซึ่งก็มักจะเก่งกาจได้ด้วยการพึ่งพาตัวเอง) เอาว่าง่าย ๆ อย่างเคสล่าสุดกับน้องเมย์ (รัชนก อินทนนท์) นักแบดมินตันแชมป์โลกของไทย

ที่ก่อนหน้านั้นน้องไม่รู้ไปอยู่ที่ไหนมา แต่พอตีแบดชนะ กลับมากลายเป็นเทวดาไปเลย คำถามคือ ตอนน้องเขาฝึกฝนอยู่ ทำไมไม่มีใครไปสนับสนุนน้องเขาตั้งแต่ตอนนั้น แต่พอชนะนี่ โอ้โห กลายเป็นผู้ใหญ่รักการกีฬากันขึ้นมาทีเดียว น่านับถือจริง ๆ

ที่จริงแล้วบ้านเรายังมีของดีอีกหลายอย่างที่รอได้รับการสนับสนุน หากผู้สนับสนุนค่อย ๆ มองให้ดีตามตรอกซอยต่าง ๆ

ความสำเร็จมักจะอยู่ไม่ยาวนานนัก และการยึดติดกับความสำเร็จอาจไม่ใช่เรื่องดี จา พนม เดินลงจากตำแหน่งซูเปอร์สตาร์ของโลกเร็วกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้นัก

มันอาจไม่เกี่ยวกับการที่จาหนีเข้าป่า หายตัวไปบ่อย ๆ จากบ้านอย่างที่เป็นข่าว แต่หากเกี่ยวกับการยํ่าลงบนความสำเร็จเดิมที่สร้างไว้ ความตื่นเต้นของตัวงานก็จะค่อย ๆ

ลดน้อยลงไป อย่างที่เห็นว่าเคล็ดวิชาของจาถูกชาวโลกนำไปพัฒนาเป็นอย่างอื่นเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่จายังไม่สามารถสร้างสิ่งที่น่าตื่นเต้นกว่าขึ้นมา ที่จริงในฐานะคนทำงานสร้างสรรค์เหมือนกัน

ก็เข้าใจได้ว่ามันยากมากกับการที่เราจะก้าวข้ามความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากที่ตัวเองเคยทำไว้ แต่อย่างน้อย การสร้างสรรค์อะไรใหม่ที่แตกต่างจากของเดิม

แม้จะไม่ได้ดีกว่า แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้คนที่คอยชมคอยดูรู้สึกตื่นเต้นกับมันมากกว่า อย่าคิดว่าอะไรที่มันดีอยู่แล้วก็ทำๆ ตามเดิมไป อย่าคิดว่าทำอะไรใหม่ ๆ แล้วมันเสี่ยง

เพราะไอ้สิ่งที่เราเรียกว่า ‘ดีอยู่แล้ว’ ในเวลานี้ มันก็เคยเป็นของที่ใหม่และเสี่ยงมาก่อนเช่นกัน อันนี้คงเป็นสิ่งที่ Tony Jaa ในสมัยที่ยังเป็น จา พนม รู้ดี

เรื่องราวขององค์บากและ จา พนม อาจจะไม่ใช่แค่กรณีศึกษาที่จบอยู่ในวงการภาพยนตร์ แต่ใครที่กำลังพยายามจะสื่อสารหรือส่งออกกับชาวโลกอยู่ ล้วนสามารถดูมันเป็นตัวอย่างได้จริง โดยไม่ต้องใช้สลิง และไม่ต้องใช้ตัวแสดงแทน

Ong Bak 2 | องค์บาก 2 (2008)
องค์บาก 2
ณ เวลานี้คงไม่มีนักชมภาพยนตร์ไทยคนไหนไม่รู้จักผู้ชายที่ชื่อ จา พนม ยีรัมย์ กันแล้ว จากผลงานทั้งสองเรื่องที่ผ่านมาของเขา ก็สร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ให้กับวงการภาพยนตร์ของไทยเราไม่ใช่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรายได้ที่ได้มาเป็นกอบเป็นกำอย่างมหาศาลถล่มทลายทั้ง 2 เรื่อง และ จา พนม ยังเป็นเจ้าของตำนานที่ว่า เล่นจริง เจ็บจริง ไม่ใช้สลิง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน อีกด้วย
และการกลับมาของ จา พนม ในภาพยนตร์

องค์บาก 2 นี้ ตอนแรกก็ทำท่าทางมีปัญหากับเจ้าของค่ายหนัง ซึ่งบางกระแสบอกว่าเป็นการสร้างข่าวเพื่อโปรโมทหนังบ้างล่ะ

บางกระแสก็บอกว่าเป็นเรื่องจริง แต่เรื่องที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์จะจริงหรือไม่จริงอย่างไรผมไม่รู้ แต่ที่ผมรู้ก็คือ

ข่าวชิ้นนั้นมันจุดกระแสให้หนัง องค์บาก 2 นี้ กลายเป็นภาพยนตร์ที่นักดูหนังรอคอยอย่างมาก ยิ่งปล่อยตัวอย่างหนังออกมาเรียกน้ำย่อยก่อนก็เป็นปฏิกิริยาที่ทำให้อยากดูเข้าไปใหญ่

ถึงขนาดที่ค่ายหนังยังนำจุดนี้เป็นคำโปรยในตัวอย่างหนังเลยว่า ภาพยนตร์ที่คนทั่วโลกรอคอย

ซึ่งคงไม่แปลกอะไรที่จะกล่าวอย่างนั้น เพราะหนังสองเรื่องแรกที่ จา พนม เล่นนั้นนำไปขายให้สายหนังต่างประเทศหลายประเทศด้วยกัน

อย่างที่รู้ๆกันอยู่ และสำหรับเรื่องนี้ก็ได้รับคำยืนยันนอนยันมาจากคนวงในแล้วว่า

องค์บาก 2 ได้ขายให้กับต่างประเทศไปแล้วกว่า 50 ประเทศ ก่อนที่ตัวหนังจะถ่ายทำเสร็จด้วยซ้ำเรียกได้ว่าขายได้ก่อนทั้งที่หนังยังสร้างไม่เสร็จเลยทีเดียว แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ทั่วโลกรอคอยเหรอ หลังจากที่ผมดูตัวอย่างภาพยนตร์ก่อนที่จะได้ดูแบบเต็มๆ มีหลายคนบอกผมว่า องค์บาก 2

เป็นอะไรที่ดูยิ่งใหญ่ คงจะเป็นหนังไทยที่ถูกสร้างออกมาได้เหนือความคาดหมาย ประการที่สำคัญก็คือตัว จา พนม เองที่เล่นหนังไปแค่ 2 เรื่อง แล้วกระโดดมาเป็นผู้กำกับเลย จะทำเรื่องนี้ได้ดีเหรอ? ถ้าเป็นนักแสดงเมืองนอกจะต้องเป็นพระเอกมาไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องก่อน จนอายุมากแล้วถึงจะกระโดดลงมาเป็นผู้กำกับ แต่สำหรับจาพนม ที่นักดูหนังต่างประเทศเรียกว่า โทนี่ จา

เขาสามารถทำได้และทำได้ดีด้วย การที่จะเป็นผู้กำกับได้นั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ไหนจะเรื่องพรีโปรดักชั่น ไหนจะเรื่องโปรดักชั่น และเรื่อยมาจนถึง

โพสโปรดักชั่น ซึ่งมันเป็นอะไรที่ต้องใช้สมองและความสามารถอย่างสูง แต่ จา พนม ก็ทำได้ ผมถือว่า จา พนม เป็นพระเอกคนเดียวในโลก ที่อยู่เหนือกฎกติกามารยาท ในการสร้างหนัง
สำหรับเรื่อง ต้นทุน ในการสร้างหนังเรื่องนี้ที่ประกาศไว้ว่า 300 ล้านบาท กมกับราคาดี เพราะในตัวหนังนั้นฉากทุกฉากถือเป็นฉากที่อลังการงานสร้างมาก ทุกฉากดูดีหมด

ไม่เว้นแม้แต่เสื้อผ้า, หน้า, ผม ถูกออกแบบไว้อย่างดี และเรื่องการถ่ายภาพยอมรับว่าถ่ายได้ดีกว่าหนังสองเรื่องทีผ่านมาเสียด้วยซ้ำ มุมกล้องที่ส่งภาพออกมานั้นล้วนแล้วแต่คัดสรรมุมที่สวยที่สุดมาให้ชมแทบทั้งสิ้น ส่วนนี้ก็ต้องขอยกความดีให้กับทีมถ่ายภาพไป ผมว่าถ้าเอาเงิน 300 ล้านบาทนี้ไปให้ทีมผู้กำกับฝรั่งที่มีชื่อเสียงทำ ก็คงได้แค่งานเรื่องสั้นหรือไม่ก็แค่หนังแผ่นธรรมดาๆ เท่านั้น

และถ้าใครได้ไปเห็นงานสร้างฉากของจริง (ที่จังหวัดเลย และระยอง) ก็ต้องบอกเลยว่างานนี้เป็นงานใหญ่จริงๆ อลังการมาก ในส่วนของเนื้อเรื่องนั้นมีหลายคนบอกว่าเหมือนหนังเรื่อง ปืนใหญ่จอมสลัด ตอนแรกผมเห็น คุณสรพงษ์ ชาตรี ออกฉากมาผมก็ตกใจ นึกว่าเป็นกระเบนขาว-ดำ

มาผิดเรื่อง แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ ยอมรับ ว่านักแสดงหนังเรื่องนี้ เล่นดีกันทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนไหน เสียอย่างเดียว บทพูดออกจะน้อยไปหน่อย ยิ่งตัวจาเองด้วยแล้วบทพูดแทบจะนับได้เลยว่ามีกี่คำ น้อยมาก ก็ยังคงตามสไตล์หนังที่จาเล่นอยู่เหมือนเดิมทุกเรื่อง

คือพูดน้อยๆเข้าไว้ เอาบู๊มันส์ๆอย่างเดียว แต่จาก็สามารถแสดงคำพูดออกมาทางแววตาได้ แววตาของจาบอกทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับความรู้สึกของตัวละครที่จาเล่นอยู่เป็นอย่างดี และต้องขอชมทีมคัดเลือกตัวแสดงสักหน่อยว่า นักแสดงที่เล่นเป็นจาตอนเด็กมีใบหน้าคล้ายจาแบบเหมือนมากๆเลย

ถือว่าคัดมาอย่างดี ส่วนฉากบู๊ของ เดี่ยว ชูพงษ์ ที่สู้กันกับจาบนหัวช้าง ฉากนี้ก็เท่มากๆ ขอบอก สำหรับเรื่องนี้ถ้าเทียบกับสองเรื่องที่ผ่านมาของจา ผมถือว่าองค์บาก 2 นี้มีเนื้อเรื่องที่เพิ่มขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง แม้จะดูยังไม่มากก็ตาม แต่เนื่อเรื่องอันน้อยนิดตามสไตล์หนังของจาในเรื่องนี้ก็ยังมีที่มาที่ไป

มีปมของเรื่อง มีการแก้ปม แม้ว่ายังไม่สำเร็จก็ตาม (ยังแก้แค้นไม่สำเร็จ) ตัวพระเอกเก็บความแค้นเอาไว้หลังจากที่เห็นพ่อแม่ของตัวเองถูกโจรร้ายฆ่าตายต่อหน้าต่อตา ดีที่ว่ามีทหารคนสนิทของพ่อช่วยหนีนำตัวออกมาได้และบังเอิญได้ไปอยู่กับกลุ่มโจร ที่มีวิชาการต่อสู้ทุกแขนง ทำให้พระเอกของเราที่มีเลือดนักสู้อยู่เต็มตัว

ต้องอยู่กับอาวุธทุกชนิด จนกลายเป็นหนุ่มร่างบึกบึน และมีฝีมือทางด้านศาสตราวุธทุกแขนงพร้อมออกไปแก้แค้นกับคนที่ฆ่าพ่อและแม่เขา
ยอมรับอีกเรื่องหนึ่งว่า จา พนม เก่งและตั้งใจที่จะถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ทุกแขนงออกมาให้เราชมแบบสมจริงสมจังมาก เพราะฉะนั้นการออกแบบท่าการต่อสู้ในเรืงนี้จึงออกมาสวยงามมาก

บวกกับความสามารถของจาด้วยแล้วก็เลยสุดยอดของเรื่องฉากต่อสู้เลยทีเดียว ชอบนะที่มีพระเอกเก่งๆ แล้วผู้ร้ายต้องเก่งๆ ด้วย หนังถึงจะสนุกแต่ถ้าจัดเรตติ้งให้หนังเรื่องนี้ ก็คงเป็นหนังที่เหมาะกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปเพราะมีฉากฆ่าฟันกันเยอะพอสมควร ถึงแม้ว่า

ลีลาแม่ไม้มวยไทยสำหรับเรื่องนี้ ออกมาน้อยกว่า 2 เรื่องแรกที่จาเล่น แต่ก็มีศาสตร์แขนงใหม่ออกมาให้เราชมคือ นาฏยุทธ์ (เอามวยไทยกับโขนมารวมกัน)และฉากที่น่าประทับใจก็คงไม่พ้นฉากที่สามารถทำให้ช้างทั้งโขลงยอมคุกเข่าให้ทุกตัว ทำได้อย่างไร เก่งจริงๆ

ประทับใจมากขอปรบมือให้กับฉากนี้ ตอนสุดท้ายของเรื่องนี้ จบแบบที่แสดงให้เห็นว่า หนังยังไม่จบ ไม่รู้ว่าเกิดจากตอนที่จาหายไปจากกองถ่ายที่เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ด้วยหรือเปล่า เลยไม่รู้ว่าจะให้จบอย่างไรดี ก็เลยจบแบบด้วนๆ อย่างนี้ก็แล้วกัน หรือไม่ก็จงใจให้จบอย่างนี้ตั้งแต่แรกแล้วเพื่อที่จะทำภาค 3

ต่อได้ (ถ้าภาค 2 นี้ไปได้สวย) และข่าวที่แว่วมาจากด้านหลังผมเมื่อสักครู่นี้ก็คือ เสี่ยเจียง (สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ/เจ้าของค่ายหนังสหมงคลฟิล์ม)อนุมัติให้ จา พนม ทำ องค์บาก ภาค 3 ต่อแล้ว

ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงก็รอดูได้เลย แต่ไม่รู้ว่าจะอีกนานแค่ไหนนะ เพราะว่าเรื่องนี้ก็สร้างมา 3 ปีด้วยกัน อยากบอกว่าราคาตั๋วหนังในประเทศไทยเราในราคาปกติอยู่ที่ใบละ 120-150 บาท

อย่าเสียดายเลย กับหนังเรื่องนี้ แค่ดูฉากอลังการอย่างเดียวก็คุ้มเกินคุ้มแล้ว ส่วนฉากบู๊แอ็คชั่นที่มีมาทั้งหมดในหนังเรื่องนี้ ก็ถือว่าเป็นกำไร รับรองได้ว่าที่เราเห็นทั้งหมดในหนังเรื่องนี้ไม่มีในหน้งต่างประเทศแน่นอน

ก็ช่วยอุดหนุนหนังไทยดีๆ อย่างนี้สักเรื่อง จะได้มีหนังไทยดีๆ ให้เราดูเยอะๆ

Ong Bak 3 | องค์บาก 3 (2010)

องค์บาก 3
หากเอ่ยถึงชื่อของ จา พนม แล้วนั้น ทุกคนต้องนึกถึงหนังแอ็คชั่น เจ้าของสโลแกน ไม่ใช้สลิง ไม่ใช้สตั้นท์

และฉากแอ็คชั่นมันส์กันทั้งเรื่องอย่างแน่นอน และนี่คือจุดขายของภาพยนต์ทุกเรื่องของจา พนม  แต่สิ่งที่ผมกำลังพูดถึงต่อจากนี้นั้น

อาจขัดใจแฟนๆของจา พนม บ้างก็ต้องขออภัยไว้ก่อน

สิ่งแรกที่อยากจะพูดถึงก็คงหนีไม่พ้นของบทหนังที่ขาดความสมเหตุสมผล อ๊ะ พอมาถึงตรงนี้ หลายคนก็อาจค้านแล้วว่า

“มันก็หนังแอ็คชั่น จะเอาอะไรนักหนา” ใช่ มันคือหนังแอ็คชั่นที่ความจริงแล้วคุณไม่จำเป็นต้องใส่ใจในรายละเอียดของบทหนังมากเกินไปนัก ผมอยากให้เป็นอย่างนั้น แต่ด้วยเสียงวิจารณ์และความกดดันที่ได้รับจากสื่อและคนดูต่างๆจากหนังเรื่อง “องค์บาก” และ “ต้มยำกุ้ง”

ที่หลายคนยังจำได้ดีถึงการตามหาคน สัตว์ สิ่งของ ที่มีประโยคเด็ดอย่าง “ช้างตูอยู่ไหน? ”นั่นเองที่ทำให้ตัวหนังองค์บาก 2 และ 3

พยายามที่จะให้ความสำคัญกับตัวบทมากขึ้น เพิ่มความเป็นดราม่าให้กับตัวละคร ซึ่งผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่นั้นเข้าไม่ได้ต้องการที่จะเห็นในจุดนี้หรอกแต่มีบ้างก็ดี แต่ก็นั่นอีกล่ะ

1.ถ้าตัดรายละเอียดของบททิ้งไป = เนื้อเรื่องไม่มีอะไรเลย แม่ม สู้กันทั้งเริ่อง สาดดดดด!!!

2.มีบทและรายละเอียด มีความเป็นดราม่า = บทห่วย เสียเวลา สู้กันนิดเดียวเอง

นี่ไง คือสิ่งที่มันจะเกิดขึ้น ซึ่งจา พนมและทีมงานต้องหาความพอดีของมันให้ได้ สังเกตง่ายๆจากหนังของเฉินหลง

ที่ตัวบทในแต่ละเรื่องค่อนข้างเรียบง่าย พระเอกเป็นตำรวจ เป็นกุ้ก เป็นนักล่าสมบัติ ซะส่วนใหญ่ ซึ่งถามว่าบทดีมั้ย ไม่

ไม่ดีมากแต่ก็ไม่ได้แย่จนเกินไป มีความผสมผสานกันอย่างลงตัวในรายละเอียดของตัวบท ดูสมเหตุสมผลในตัวละครกับบท

ผมอยากให้จา พนม กลับไปสู่พื้นฐานคือใช้บทที่เรียบง่าย ผสมผสานกับนักแสดงที่ช่วยส่งเสริมในการรับภาระเรื่องบทหรือฉากตลกอย่าง หม่ำ

ในองค์บากภาคแรก เพราะโดยตัวจาเองนั้น ไม่สามารถเล่นแอ็คชั่น-คอมมาดี้ แบบเฉินหลงได้ด้วยตัวเอง จำต้องมีคนคอยชงให้

ดังนั้นควรมอบภาระในเรื่องตลกหรือเรื่องบทดราม่าให้กับนักแสดงท่านอื่นแทน

สิ่งที่สำคัญในรายละเอียดของหนังที่ถูกพูดถึงและหายไปคือ

1.ฉากประหารที่อยู่ดีๆก็มีม้าเร็วมาอ้างถึงกษัตย์แห่งอโยธยาใหรับตัวเทียนไปนั้น คือใคร รับไปทำไม มีเหตุผลอะไรเหรอ? พอถูกฆ่าตายทุกอย่างก็หายไปด้วย

2.ฉากที่เทียนหยั่งรู้สัจธรรมแล้วมีแสงสว่างบังเกิดขึ้น พวกทหารจะล้มสลบกันไปทำไม เป็นลมแดดเรอะ!!

3.ในองค์บากภาคแรก มีการพูดถึงพระพุทธรูปองค์บากที่ตำนานและประโยคว่า “แค่ครูมวยคนนึงไปต่อสู้เพื่อทวงองค์บากคืนจากพวกพม่า จะอะไรนักหนา” ประมาณนี้ คนพูดคือบักดอน ที่ขโมยองค์บากไป สรุปแล้วมันเรื่องเดียวกันมั้ยเนี่ย

4.แล้วก็เช่นกัน พระพุทธรูปอง์บากในภาค 3 เป็นโลหะหรือทองสัมฤทธิ์ (มั้ง) แต่ในภาคแรกกลายเป็นเป็นปูน ซึ่งอันนี้พออนุมานได้ว่าเป็นคนละองค์กัน เช่นเมื่อเป็นที่เคารพก็มีการสร้างอีกเยอะมากเพื่อนำไปบูชา ดูหนังออนไลน์

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *